More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  Sour GrapePhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

January 13

ความงามที่หายไป

ตอนช่วงคริสมาส ได้กลับบ้านไปเชียงใหม่ ได้พบได้เจออะไรหลายอยางที่เปลี่ยนไปอย่างมาก
 
เคยนึกเหมือนกันว่าทำไมผู้คนแห่แหน หนีจากเมืองกรุงไปอยู่เชียงใหม่
 
ส่วนใหญ่ก็มักบอกว่า หนีรถติด มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า อากาศดีกว่า
 
 
แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เชียงใหม่ก็ไม่ได้มีอะไรต่างจากกรุงเทพไปเท่าไหร่หรอก
 
ความงามแถวถนน นิมมานเหมินตร์ มีร้านนั่งสบายๆ ร้านกาแฟ ร้านเบเกอรี่Home made บวกกับร้านอาหารกึ่งผับ มันยังคงมีอยู่
 
แต่กลับมีมากเป็นทวีคูณ ร้านไหนเป็นร้านไหนไม่รู้  อีกอย่างที่สังเกตุได้คือ
 
ความเป็นเมืองกรุงเริ่มคลืบคลานเข้ามา ร้านพวกFranchise พวกStarbucks Kanom Ice Monster Iberry
 
ต่างก็เริ่มมาตั้งรกรากกันมากขึ้น เสน่ห์ที่มี กลับกลายเป็นความวุ่นวาย
 
มีคำถามอยู่ว่า คนอยากมาซึบซับธรรมชาติ มาหาอะไรที่แตกต่างจากกรุงเทพ แต่กลับมาเจออาหารแบบเดิมๆ ที่มีในเมืองกรุง
 
 
หอพักต่างๆ ต่างก็ผุดขึ้นเต็มไปหมด จากที่เดิมทีแถบนั้นเป็นร้านอาหารแบบเพิงๆ ยังจำได้ดีว่าสมัยเป็นนักศึกษาต่างก็เฮโลไปกินไก่อย่าง ส้มตำเพิงๆแบบนั้น อร่อยดี
 
ร้านเบเกอรี่ที่ขึ้นชื่อ อย่าง Love at First Bite ก็เป็นอีกร้านที่เลื่องชื่อ ที่มีขนมเค้กอร่อย บรรยากาศดี สบายๆ ทานเค้กในสวน
 
ไปเยี่ยมมาล่าสุด พื้นที่ที่เคยบรรยากาศดี โต๊ะอยู่ในสนามหญ้าเขียวๆ กลับแน่นไปด้วยโต๊ะที่เรียกได้ว่า เดินระหว่างโต๊ะไม่ได้เลย ..
 
อารมณ์เหมือนไปกางเต้นบนภูเขาแล้วมีเต้นขึ้นเต็มเหมือนดอกเห็ด ถามว่าไปกินเค้กอร่อย แล้วคนแน่นเหมือนกรุงเทพมันสนุกไหม
ไม่เลย สู้กลับมากินกรุงเทพดีกว่า ก็ได้บรรยากาศเหมือนกัน
November 28

Love

                                      

                                       Love when it comes leaves nothing to be desired.

  I’ve drunk the perfum’d wine of love, whose scent intoxicates my brain

                So lost am I, lost and so forlorn, I can scarce find myself again.

           I am an ocean on whose breast the jewelled starlight comes to rest;

 

                     Ecstatic with Thy beauty blest, I can no more myself regain.

            Thy love from me myself has ta’en, ‘tis only Thee my heart desires,

       Each night and day with love I burn, ‘tis only Thee my heart desires.

         Like Medjnoun on the mountain peak, to lose myself in Thee I seek,

           Only of Thee to think or speak, ‘tis Thee ‘tis Thee my heart desires.

 

                             Myself itself now denies, so falls the veil from my eyes.

                 As to the friend my soul flies; my doubts all go with the wind.

                       Now my journey is begun, now the Friend to me has come,

                     My broken heart He has lit, oh my world go with the wind.

 

            Thy love from me myself has ta’en, ‘tis only Thee my heart desires,

       Each night and day with love I burn, ‘tis only Thee my heart desires.

           Like Medjnoun on the mountain peak, to lose myself in Thee seek;

          Only of Thee to think or speak, ‘tis Thee, ‘tis Thee my heart desires.

 

       Mercy and grace are in Thy face, to Thee oh Lord I stretch my hands;

        For without Thee no one is safe, to Thee oh Lord I stretch my hands.

           My hour has come, the time is ripe, brimming o’er is the cup of life,

 Which all must drink in Thy good time, to Thee oh Lord I stretch my hands.

 

                    

October 27

แปลกนะ

แปลกนะ คนเรามักจะบอกว่าไม่มีเวลา แปปๆก็ค่ำ
 
 
บางทีมันก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้างของตัวเราเองเท่านั้นแหละ
 
 
แต่ถ้ามองดีๆ เวลามันไม่ได้หายไปไหนหรอก..มันอยู่กับเรานี่แหละ
 
 
เมื่อสมัยยังเรียนอยู่ก็คิดเหมือนกัน
 
 
มีงานทำตั้งเยอะ จะปั่นงานให้เสร็จทันส่งได้อย่างไร
 
 
สุดท้ายแล้ว ก็มีคนเตือนสติว่า ลองทำตารางเวลาออกมาสิ แล้วใส่กิจกกรมลงในช่องเวลา
 
 
เออ แฮะเวลาเหลือเพียบ
 
 
คนเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่เราให้ความสำคัญกับกิจกรรมต่างๆกัน
 
 
มันก็ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดสรรเวลายังไง
 
 
นอนเยอะ ก็มีเวลาสะสางเรื่องอื่นๆน้อยลง
 
 
กินเยอะ ดูทีวีเยอะ แล้วจะมีเวลาเหลือทำอย่างอื่นไหม...
 
 
คำตอบก็คือ ก็ไม่...
 
 
เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ตระหนักได้ เพียงแค่ว่าจะทำหรือไม่ก็เท่านั้น
 
 
 
July 23

Horrizon

 

Betwen Sky and Sea... There is a HORRIZON

 

Seems like it's really close to each other.....But the truth is they' re so far away from each other

 

It looks nice But it's not true

 

The WorLd is a CiRcle and Surrounding by itself

 

Everything has the Beginning and  the End

 

but May be the Beginning and the End is gonna be the SAME POINT 

 

And the HORRIZON may be a Place where the  sky and sea finally together 

 

...Who Knows?!!...

 

 
July 07

รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม ....งูสวัด

ก็เพิ่งจะมารู้ก็คราวนี้แหละว่า งูสวัดที่เค้าเป็นน่ะ มันเป็นยังไงกัน
 
อาการเริ่มต้นเมื่อวันจันทร์ตอนเย็น อันที่จริงก็ไม่รู้ตัวหรอกว่า จริงๆแล้วเริ่มเป็นเมื่อไหร่ แต่มารู้ตัวอีกทีว่า เหมือนมีตุ่มยุงกัดที่หน้าท้องตอนบน ช่วงใต้หน้าอก
 
ก็วันจันทร์ที่ 2/7/07 ตอนเย็น
 
เอะ (ตอนส่องกระจก) ตุ่มอะไร... สงสัยจะมีแมลงอะไรกัด ไม่ก็น่าจะเป็นหมัดแมว หรือโดนแมลงต่อยไม่รู้ตัว เพราะว่า ลักษณะตุ่ม เป็นตุ่มแดงๆ เหมือนมดกัด แต่ว่า มันจะมีตุ่มข้างเคียง เป็นตุ่มที่เล็กกว่า แต่ไม่เล็กมาก ตุ่มที่ใหญ่ที่สุด มันเหมือนมีจุดดำๆ เหมือนเหล็กในอยู่ตรงกลาง เอะ ไม่มีอะไร เอายาหม่องทาละกัน แอบคันๆ
 
วันอังคารที่ 3/7/07- วันพฤหัส ก็ไม่มีอาการอะไรเป็นพิเศษ แต่สิ่งหนึ่งที่เริ่มสังเกตุได้คือ ทำไมเวลาเสื้อโดนผิว มันแสบๆร้อนๆ คันๆด้วย แต่ก็ยังเอายาหม่องทามาอยู่เรื่อยๆ แถมบางวัน ก็ยังสะกิดตุ่มที่มีหัวดำๆ สะกิดออกและเอายาหม่องน้ำทา แสบชิกกกกกก   จนกระทั่ง...
 
วันศุกร์ที่ 6/7/07 เฮ้ย เริ่มมีเหมือนหัวสิวเกิดขึ้น เอามือลูบๆ ดูมันมีเหมือนหัวสิว และก็เหมือนมีตัวแมลงวิ่งๆ อยู่ในตุ่ม จี๊ดๆๆ
 
และอีกอย่าง มันเริ่มปวดแสบปวดร้อนมากขึ้น เหมือนโดนเล่นของไงงั้น แต่ดิฉัน ก็ยังคงยืนยังเอาทั้งยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว กับยาหม่องครีมทาอยู่ แสบบบบบบบบบบบบมากกกกกกกกกกกกกกกก ประกอบกับวันนี้รู้สึกเพลียๆ ปวดหัว เหมือนมีไข้ (แต่ก็ยังไม่เอะใจอะไร) จนกระทั่งฉุกคิดอยู่ๆ ก็คิดว่า เออ เป็นงูสวัดไหมว่ะ เลยไปเปิดเวปดู ปรากฏว่า เออว่ะ ยิ่งอ่านยิ่งใช่ แต่เอ บางเวปมีรูปประกอบ สยิวมาก เห็นแล้วขนลูกเลยง่ะ ขยะแขยงด้วย เราคงไม่ได้เป็นหรอก...
 
ตื่นเช้าขึ้นมาวันเสาร์ มีตุ่มน้ำเพิ่มขึ้น แสบขึ้นกว่าเดิม ตั้งใจจะไปตรวจจริงจังหลังจากสอนพิเศษน้องบูมเสร็จ.... ตอนสอนก็ทรมานพอสมควร มันไม่ได้ปวดมาก แต่มันน่ารำคาญ เจ็บจี๊ดๆ ถึงมากนิดหน่อย แต่ที่สำคัญ กลัวตุ่มน้ำมันแตก.. กลัวมันจะลามนะสิ...
 
หมอพอเอาไฟส่องที่ตุ่ม เค้าก็บอก อ๋อ นั่นแหละ งูสวัด โรคนี้เป็นกันได้ทุกคน เป็นในคนที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว เพราะว่า หลังจากที่เราหายจากอีสุกอีใส เชื้อนี้มันจะฝังอยู่ในเส้นประสาท เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเราอ่อนแอ มันก็จะมาโผล่ในรูปงูสวัด แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ไปสัมผัสกับเด็กที่ไม่เคยเป็น เด็กก็จะเป็นอีสุกอีใส หมอก็ถามอีกว่า แล้วเป็นที่อื่นป่าว ...ดันไม่เป็นน่ะสิ แต่หมอก็เปิดเสื้อดู เหมือนจะมี1 ตุ่มที่ด้านหลัง
 
แต่หมอก็ให้ยามา แต่ขอบอกว่า แพงงงงงมากกกกก หลังจากคุยกับป้าแล้ว ก็บอกว่า มีคนเคยเป็น ยาก็แพงจริงๆ ก็เสียตังรอบนี้ไป 2200 บาท แต่จริงๆ แล้วทั้งหมด 2800 บาท......... หมดตูดอีกแล้ว ได้เงินมา ก็ต้องจ่ายเป็นธรรมดา เฮ้อ.....
 
ต่อจากนี้ไปก็คงรักษาสุขภาพให้ดีขึ้น..... เอารูปมาฝากกันนะจ๊ะ แอบสยิวววว............
 
 
June 16

หัวใจ

อวัยวะในร่างกายที่มี 2 ชิ้นจะอยู่ซ้าย - ขวา อย่าง แขน ขา ลูกกะตา ทำนองนั้น..
แล้วที่มีชิ้นเดียว ก็แสดงความโดดเด่นของมัน ก็อย่าง จมูก สะดือ ก็อยู่ตรงกลาง..ประมาณนั้น

 

แล้วทำไม..หัวใจถึงเอียงซ้ายล่ะ??


บางทีที่เป็นแบบนั้น ก็เพราะ
ใครบางคนอยากเตือนให้เรารู้ว่า


หัวใจเราไม่หนักแน่นพอจะอยู่ตรงกลาง
แล้วก็ไม่มีมากพอจะแบ่งเป็นสองด้วยเหมือนกัน

June 09

ใจกว้าง

หลายวันที่ผ่านมา ได้รู้ได้ยินเรื่องราว...
 
 
ฟังไปแล้วก็รู้สึกน้อยใจ... เสียใจ... ผิดหวัง...และ ก็กลัว... ผสมผสานปนเปกันไป....
 
 
บอกกับตัวเองว่าต้องทำใจให้กว้างหน่อย...ใจกว้างเพื่อคนที่เรารัก...
 
(แต่บางทีเราก็เจ็บปวด..เราควรทำอย่างนั้นจริงหรือ
 
 
ไหง กลับมา ก็มาแอบนอนร้องไห้..
 
 
บางที เราอาจจะใจแคบเกินไปไหม...... คิดไม่ออก บอกไม่ถูก.....พูดยากจังเลย...
 
 
ช่วยเรียกความมั่นใจกลับมาบ้างก็ยังดี...
 
 
อย่างน้อย ฉันก็ควรจะรักใจตัวเองมากกว่าสิ่งอื่นใด....
 
 
ไม่อยากต้องมานั่งเสียใจ หรือว่าทุ่มเทมากเกินไป....
 
 
หัวใจที่ผ่านมาก็บอบช้ำมาประมาณนึงแล้ว...
 
 
หลับเถอะนะคนดี อย่าคิดมากเลย....มองว่า แค่ฝันร้าย เดี๋ยวมันก็ผ่านไป....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
May 07

สุดดดดที่ร้ากกกกกกก

สุดที่ร้ากกกกกที่ว่า ถึง ก็น้องเหมียวเรานี่เองงง
 
รักไม่รัก ก็เสียเงินไปครึ่งหมื่นในการรักษาและนำไปฝากตอนไม่อยู่ช่วงสงกรานต์ รักไม่รักก็คิดดูเอาเองละกัน ว่าคนอย่างองุ่นจะยอมจ่ายเงินให้แมวจรจัด ครึ่งหมื่น
 
ท้าวความก่อน
คือช่วงสงกรานต์ ต้องกลับบ้านที่เชียงใหม่ต่างจังหวัด ไม่มีใครอยู่บ้าน ไอ้เราก็ห่วงลูกชายและลูกสาวสุดที่รักยิ่งชีพ
 
พาไปฝากขังที่โรงพยาบาลสัตว์ แต่ผลที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น กลายเป็นว่า เจ้าเหมียวตัวเมีย วัย 4 เดือน ตาย เพราะมีเลือดออก ซึ่งสาเหตุไม่รู้แน่ชัด หมอบอกว่าติดโรคมา ซึ่งเรามองว่า ก่อนมันไปมันยังดีอยู่ ร่าเริงมาก คงเพราะไปติดเชื้อที่คลีนิคไม่ว่า แล้วหมอก็จับแมวอีกสองตัวที่เหลือตรวจ อ้างบอกว่าปากแมวเป็นแผลติดเชื้ออย่างนั้นอย่างนี้
 
อยากจะบอกหมอว่า แมวจรจัด จับมาตรวจมันก็มีโรคเป็นธรรมดา จะให้perfect ได้ยังไง แล้วพวกจรจัดแถวบ้าน ไม่ได้กินข้าวสามสี่วัน ไม่เห็นมันจะตายสักกะตัว มาว่าแมวเราติดเชื้ออะไรได้ไง พูดไปชักมีน้ำโหหห
 
 
พอกลับมาจากเชียงใหม่ไปรับแมว ค่ารักษา ครึ่งหมื่นครับบบบ
 
ปาดเหงื่อเลยกันทีนี้  คงไม่ไปอีกแล้ว แม้ว่าจะรักแมวสุดปานใดก็เหอะ ส่วนนึงมันเพราะแมวจรจัดที่เราไม่ได้ตัง้ใจเลี้ยงจริงๆจังๆ การให้ข้าวยี่ห้อดีๆกิน มันก็คงเป็นบุญโขสำหรับแมวไม่มีเจ้าของแล้วล่ะ
 
แต่สุดท้ายแล้วด้วยความใจอ่อน ก็ยังหาอาหารอย่างดีให้มันได้มีกิน
 
ที่จริงก็ไม่ค่อยมีเวลาดูแลมันเท่าไหร่ เพราะว่า เช้าออกบ้าน เย็นค่ำ ก็กว่าจะกลับมาเหนื่อยแล้วล่ะ......
 
 
เอาล่ะ ยังไงก็ร้ากกกกกเจ้าสองตัวเป็นปัญหา ยังไงไปดูรูปกันเลยยยย
 
 
 
 
 
March 23

ฟ้าจรดทราย....

วันนี้ ได้ฤกษ์งามยามดีอัพบลอกกันอีกแล้ว
 
มาด้วยอารมณ์ แบบไม่รู้ตัวเอง มึนๆ
 
มึนนี่เพราะหลายอย่าง มึนทั้งยา มึนทั้งเรื่องต่างๆ ที่ต้องให้คิดให้ทบทวน
 
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา บั่นทอนร่างกายไปมากมาย....  ไม่ค่อยสบายอีกแล้วล่ะ
 
มาเข้าเรื่องกันดีกว่า... พรุ่งนี้แล้วสินะ ที่จะได้ไปซื้อบัตรละครเพลงฟ้าจรดทราย
 
หลายคนภามว่า ละครเพลงมันมีอะไรดีเหรอ .... ตอบว่า ....ก็มีทั้งร้องเพลงและก็ละครในตัวเดียวกันน่ะสิ
 
คนร้อง ร้องเพลงกันสดๆ เล่นละครเล่นกันสดๆ และคนดู ได้รับรู้อารมณ์จากตัวละครโดยตรง ซึ่งเสน่ห์ละครเพลงมันอยู่ตรงนี้นี่เอง
 
แต่จะพูดไป คนไม่เคยลองดู ก็จะไม่รู้ว่า อารมณ์มันเป็นแบบไหนกันนะ ดูละครเพลง ก็เหมือนดูละครธรรมดาแหละค่ะ เพียงแต่สื่อสารด้วยการร้อง และมักมีอะไรเด็ดๆ ให้ดูกัน น่าดูทีเดียว
 
วันนี้ เอาภาพเป็นน้ำจิ้มมาฝากก็แล้วกันค่า
 
คราวนี้คงแอบหมดตัว เพราะว่า ค่าบัตร ก็ปาไป 1500 แต่ว่า ชวนแม่ไปดู อยากให้แม่ไปดู ก็เลยออกให้อีกหนึ่งใบ 
 
จริงๆ ก็อยากจะชวน อืม  ... (มะใช่BBน่ะ) ไปด้วยแหละ แต่ไม่รู้ว่า จะไปหรือเปล่า เดี๋ยวขอดูลาดเลาก่อนว่ายังไง
 
ถึงค่อยชวนดีกว่า ....ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ไงจ๊ะ ว่าเป็นอย่างไร...
 
 
 
ไปดูรูปกันดีกว่า..........+ P.S แถมรูปทวิภพเข้าไปด้วย
 
March 05

Inca at TK Park

วันเสาร์ที่ผ่านมาจัดว่าเป็นวันหฤโหดวันนึง เหนื่อยจัดเหมือนกัน เพราะว่าเดินรอกสาย ตอนเช้าไปสอนพิเศษ ตอนกลางวันไปดูหนังเรื่องยังไงก็รัก ตอนเย็นได้ไปดูอินคามาที่ TK Park ศุนย์การเรียนรู้ที่ Central World คือ ที่จริงแล้วTheme ของงานคือ ดนตรี นักร้องยุคRetrov อินคาจัดว่าเป็นวงที่เก่าแก่แล้วก็มีเอกลักษณ์ แต่ที่เราชอบก็เพราะเสียงร้องของพี่ดา แบบว่ามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เสียงแบบนักร้องcountry แล้วก็ไม่เหมือนใครดี ขอบมากๆ ที่จริงชอบมาตั้งแต่มอต้นแล้วล่ะ บ้าตามพี่ชาย
 
วันนี้ไปดูอินคาเล่นสดอย่างใกล้ชิด เสียดายอย่างที่ห้องมันเล็กไป ทำให้เสียงดังเกินไป แทนที่จะเพราะมาก เลยทำให้ดูอึกทึกครึกโครมมากขั้น ตอนบ่ายสามก่าๆ น้องโอโม่โทรมาหา ถามว่าอยู่ไหน น้องโอโม่ ก็ไปดูพี่ๆอินคาทำ sound check เป็นแฟนคลับแบบเหนี่ยวแน่นจริงๆ อินคาเล่นเพลงไปหลายเพลง รวมทัง้มีการพูดคุยเรื่องความเป็นมาของวง จากนั้นก็ฟังคอนเสริตต่อ อีก หกเพลงเป็นอันจบ
 
ก่อนจบ ได้มีการถ่ายรูปกับแปะดาสักกะหน่อย เพราะคราวที่แล้วที่งาน meeting inca ก็ไม่ได้ถ่าย เพราะว่ากลับบ้านกันเสียก่อน
 
ติดตามดูความประทับใจของงานคอนเสริตขนาดย่อม ไปดูรูปกันเลยที่ album นะคะ
 
 
 
 
 
 
February 17

Really Appreciated !

Xin Nian Kuaile, Gongxi Facai...........
 
 แปลว่า  Happy Chinese New Year.........
 
           
 
ทีร้องไห้ อย่าเพิ่งตกใจไปว่าไปเศร้าอะไรมา แต่ปล่าวเรย วันนี้ รู้สึกอิน ซาบซึ้งค่อดๆ
 
วันนี้เป็นวันไหว้บรรพบุรุษของชาวจีน  เราไปบ้านBB แต่เช้า ไปถึงก็8.30(ก็ไม่เช้าเท่าไหร่)  ที่จริงก็ควรไปถึงตั้งแต่ 6.00 หรือตีห้าตีสี่แล้วล่ะ เพราะว่าBBบอกว่าจะได้รู้ว่าเค้าต้องทำต้องเตรียมอะไรบ้าง จะได้ทำเป็น แต่BBว่ายังไงก็ไปกี่โมงก็ได้ หุหุ และแล้วก็ตื่นสักประมาณ 6.30น่ะ ตื่นสายนิดส์โหน่ยเพราะเมื่อคืนไปฉลองกับเพื่อนเก่า จากนั้นก็โทรหาBB ปรากฏว่าพี่ท่านยังไม่ตื่นคับบบ แต่เอ...เราจะไปเลยเหยอ เจ้าของบ้านค๊าวยังมะตื่นเยยยจะเอาไงดีหว่า....... บวกกับตอนนั้นต้องไปตลาดไปซื้อของกับพ่อเสียก่อน ก็เลยกว่าจะอาบน้ำ ให้ข้าวแมว แต่งตัวเสร็จก็ปาไปสัก 7.50 กว่าจะได้ฤกษ์ออกบ้านเสียที ....
 
ตอนแรกว่าจะนั่งแทกซี่ไปนั่นแหละ แต่ตังค์ในกระเป๋ามีแค่ 140 กัวมะพอ เผื่อรถติดอีก แล้วเอาเหรียญจากที่บ้านมาอีก 180 แล้วจาพอไหมว้า..คิดๆอยู่ เพราะต้องจ่ายค่าทางด่วนด้วย เลยตัดสินใจนั่งรถไฟฟ้าดีกว่า จะได้กดเงินด้วย........ และแล้วก็ลงรถไฟฟ้าใต้ดินสามย่าน (ลงผิดสถานีอีกตรู) แล้วต่อแทกซี่ ดันจำทางเข้าผิดอีก ... สุดท้ายแล้ว ก็หาทางไปจนถูก บอกแทกซี่ว่าไปทางที่มีประตูจีนๆง่ะ (ที่จริงคือวงเวียนออเดี้ยนซ์) แล้วก็ตรงไป เลี้ยวขวา ก็ถึงแว้วในที่สุด.....
 
อันที่จริง ไปถึงก็สายแล้วนะสำหรับการไหว้บรรพบุรุษ แต่ก็ไปเผากระดาษเงินกระดาษทอง แล้วก็ไหว้บรรพบุรุษ(อันนี้ม๊าสอนไหว้อีกทีนึง)  พอไหว้เสร็จได้เวลาเที่ยงแว้ว ก็กินข้าวกัน กับข้าวเยอะค่อดๆ คนทำ(พี่บัว)คงทำกันหน้ามืดไปเลย กับข้าวเต็มครัว พอตกเที่ยงได้เวลากินข้าวกัน มีป๊า ม๊า BB เรา อากู๋เทียน ตั่วอี๊นุช และก็พี่เปิ้ล สำหรับกับข้าวก็มีกุ้งอบวุ้นเส้น(อันนี้BBทำเอง แต่มะได้ทำจริงหรอก ยืนกำกับอยู๋ หุหุ) แล้วก็ไก่ทอด แกงจืด ผัดเห็ดหูหนู กระเพาะปลา อาไรอีกหว่า เยอะไปหมด หลังกินข้าวก็มานั่งกันตามอัธยาศัย BBนั่งดูทีวีไปๆมาๆก็หลับแล้ว ไอ้เราก็เพลียๆเหมือนกัน แต่ไม่รู้จาหลบไปหลับที่ไหนดี มีญาติๆพี่น้อง จะขึ้นไปหลับบนห้องคนเดียวก็กะไรอยู่ เลยไม่เอาดีกว่า พอดูทีวีกันหอมปากหอมคอ กู๋เทียนกับตั่วอี๊นุช ก็ชวนไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมกัน และแล้วม๊าก็จะไปสระผม เหมือนว่าจะชวนไปด้วย ก็เลย เอ งงๆว่าจะไปที่ไหนกันแน่เนี่ย พอได้ฤกษ์ออกตัวก็ออกจากบ้าน สรุปแว้วว่าต้องไปกับม๊าและBBก็ไปด้วย เดินลัดเลาะไปตามทาง รู้สึกว่าเหมือนอยู่เมืองจีนไงงั้น ความเป็นจีนเริ่มซึมเข้าสู่ผิวหนัง เพราะแถวนั้นวิถึชีวิต บ้านเรือน ก็จีนหมดอย่างที่เรารู้กัน พอเดินลัดเลาะตามทางเดินไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วก็ไปจอดอยู่ที่หน้าร้านทองร้านนึง ไอ้เราก็ไม่รู้เรื่องอะไร+ด้วยความเป็นคนปากไวก็ถามว่าซื้อของเหรอค่ะ ม๊าก็บอกว่าพามาเลือกกำไลจะได้ถูกใจว่าชอบแบบไหน 
 
 
ได้ยินแบบนี้ อึ้งไปครับ โอ้โห บอกตามตรงว่า รู้สึกงงๆ รู้สึกขอบคุณ ตื้นตันมากๆ (ไม่เกี่ยวกับว่าได้ทองน่ะ) ไม่เคยคิดและคาดหวังว่าจะได้ของอะไร แม้กระทั่งว่าของชิ้นนี้จะให้ในโอกาสวันตรุษจีนหรือวันเกิดก็ตาม และมากไปกว่านั้นไม่เคยคิดว่าจะได้ของมีค่ามากขนาดนี้ สิ่งที่สำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ราคาของหรอก แต่มันอยู่ที่ความตั้งใจที่จะให้มากกว่า แค่เพียงการต้อนรับเป็นอย่างดี ความเอ็นดูจากครอบครัวBBเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ขอบคุณค่ะม่าม๊า ขอบคุณจ๊ะBB....
 
ต้องท้าวความก่อนว่าก่อนหน้านี้BBซื้อกำไลข้อมือให้วันเกิดที่จะถึงแต่มันใหญ่ไปเลยต้องไปหาใหม่ พอมาวันนี้ก็คงได้โอกาสหาอันใหม่ ประกอบกับเป็นตรุษจีน ก็พอดีสองเทศกาล อุอุอุ........... แหมๆๆ แอบเป็นแพคเกจสุดคุ้มมมม อุอุ ล้อเล่นน่ะ  ไปดูกำไลข้อมือดีกว่าน่ะ อ้อๆๆๆ ขอท้าวความอีกตอน ตอนเลือกกำไล อันที่จริงไม่แน่ใจว่ามีกำไลที่เล็กกว่านี้หรือเปล่า ไอ้เราก็เกรงใจเหมือนกัน ไม่อยากเรียกร้องอะไรหรอก แค่ได้แค่นี้ก็รู้สึกขอบคุณมากๆแล้ว แต่ว่าอ่าน่ะ รู้สึกว่ากำไลในร้านที่เห็นอยู่ก็มี 50 สต 1 บาท 2 บาทและก็ 3 บาท แต่แว้ว ก็ได้กำไล 50 สตมาฉองอัน อุอุ อันที่จริงไม่กล้าจะเลือกหรอก ให้อะไรก็ได้ละคะ แต่ก็เลือกมาแร้น.... ดูรูปกันดีกว่า
             
 
 
 
จากนั้นก็เป็นงานต่อไปคือเอากับข้าวไปให้บ้านพี่ป่อง ป๊าม๊าพี่ป่อง เพราะว่าสองครอบครัวนี้ค๊าวสนิทกัน ไปถึงก็รับถึงความรู้สึกดีๆได้อีกเช่นกัน พี่ป่องniceมาก รวมถึงพ่อแม่ของพี่ป่องก็niceมากๆเช่นกันแม้ว่าเราจะเจอกันเป็นครั้งแรกก็ตาม ก่อนกลับก็มีการอวยพรขอให้โชคดี และก็มีการจับไม้จับมือ รู้สึกดีจัง.... พอกลับบ้านมาก็มากินข้าวที่บ้านBBต่อ ระหว่างนั้นก็ได้ช่วยม๊าจัดเครื่องไหว้เทพเพื่อขอพร เครื่องก็ดูเหมือนสลับซับซ้อน แต่ที่จริงคงไม่หรอก ของแบบนี้มันต้องใช้เวลาในการซึมซับแหละ
 
 
อีกคนนึงที่รู้สึกดีด้วยจังคืออี๊นุช เค้าniceจัง น่ารักดีค่ะ
  
วันนี้ วันเที่ยว ครายไปเที่ยวไหนบ้าง แต่เราง่ะ กลับต้องอยู่บ้าน เพราะว่า ไม่ฉบายยยยย
ตื่นเช้ามากินข้าว กินยาแล้วก็พักผ่อน จากนั้นเอาแมวไปหาหมอ อันที่จริง ตัวเองไม่สบายควรจาไปหาหมอ แต่ดันพาแมวไปแทน
อุอุ มะเกี่ยวกันเท่าไหร่ กินยาก็น่าจะพอแว้ว ไม่ได้เป็นหนักเท่าไหร่
 
 
วันนี้แค่นี้ก่อนล่ะ เริ่มเบลอแล้ว ไปพักผ่อนดีก่า
 
มาต่อกันอีกหน่อย ความตื้นตันยังไม่หมด
 
วันนี้เนื่องจากว่าไม่ค่อยฉบาย เลยงีบทั้งวันเลย ตอนบ่ายสี่ BB โทรมาชวนไปกินข้าว พอมารับที่บ้านปุ๊ป ก็ได้รู้ว่าม๊าเท้าแพลงเพราะว่าเมื่อวานระหว่างกลับจากสระผม ดันเท้าพลิกเข้าสิ เพราะไม่ทันได้ดูฟุตบาตที่พื้นไม่เสมอกัน วันแรกก็ไม่เจ็บอะไรมาก แต่มาวันนี้บวมเข้าให้แล้ว อาการเดียวกันเยย  อยากจะบอกว่าอาการขาแพลงเส้นเอ็นพลิกมันทรมานนะ ทำอะไรไม่สะดวกเลย พอระหว่างทางจะไปกินข้าวกัน เลยแวะซื้อยากินกับยาพ่น พอไปถึงร้านอาหารซีฟู๊ดมาร์เกตก็เดินเข้าไปกัน ม๊าเดินไม่ค่อยได้เพราะว่าขายังบวมอยู่ วันนี้เลยเป็นวันที่ได้จับมือหรือว่าแขนม๊าจริงจังๆเป็นครั้งแรก รู้สึกดีจัง และไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อน (ตื่นเต้นเหมือนได้จับมือแฟนครั้งแรก อิอิ) เหมือนได้จับมือแม่ไงงั้น.....
 
และอาทิตย์ล่าสุด ได้ไปใช้เวลาร่วมกันจริงๆ ไปถึงบ้านBBก็ประมาณ11กว่าๆ ไปถึงปรากฏว่า เท้าม๊ายังบวมอยู่และเห็นว่าต้องไปตรวจหมอเพื่อความแน่ใจ เริ่มต้นวันด้วยการไปกินข้าวแถวสามย่าน กินข้าวหมูแดง จากนั้นไปซื้อของที่Emporium เดินกันยาวนานมากๆ ตั้งแต่บ่ายโมงถึง สี่โมงกว่าๆ ม๊าซื้อเสื้อให้ป๊า แล้วBBก็ซื้อของด้วย เดินช๊อปวันนี้ เหนื่อยเหมือนกัน ช๊อปจนง่วงเลย  ก่อนไปโรงพยาบาล ก็ไปเอาเสื้อ พอไปร้านตัดเสิ้อไปส่งมีเอาเสื้อ ม๊าก็ถามว่า จะตัดชุดอะไรไหม ลองดูสิ ร้านนี้ตัดไม่แพง วัดตัวตัดเลยไหม แล้วจู่ๆก่อนกลับเจ้าของร้านที่เป็นชายไม่แท้ เค้าถามว่า มากับลูกสาวเหรอค่ะ ก็อึ้งๆกันไป1วิ... งงเหมือนกัน... ก่อนกลับม๊าบอกว่า ไว้วันหลังจะพาลูกมาตัดชุด ......จากนั้นตอนเดินกลับไปที่รถ ก่อนข้ามถนน ม๊าจับมือด้วยแหละ รู้สึกดีน่ะ วันนี้ที่ไปกินข้าว ไปใช้ชีวิตด้วยกันอีกหนึ่งวัน รู้สึกอบอุ่น เสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว ขอบคุณจริงๆค่ะ แต่เอ.........ค๊าวจาเอาเราปายเป็นลูกสาวค๊าวป่าวเนี่ย..อุอุ...
 
          
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
February 06

หลายเรื่องครบรส

มาเริ่มต้นที่เรื่องอัพเดทล่าสุดคับ
 
วันนี้ขอนำเสนอ การบาดเจ็บ ที่ค่อนข้างรุนแรง และไม่คิดจะเจอ ................
 
ค๊าวววว เป็นโรคเท้าช้างง่ะ........... ไปดูกันเยย
 
           
 
รับไม่ได้กับเท้าตัวเอง ทำไมมันบวมขนาดนี้ ช่วยด้วยยยย ทำไรไม่คล่องเลยง่ะ
เรื่องของเรื่องก็คือ ตกบันไดที่สถานทูตนั่นแหละ แล้ววืดลงไปเลย ไม่รุ้ว่า ทำไมก้าวข้ามลงพื้นไปเลย รู้สึกว่าข้ามไปสองสามขั้น 
พี่ที่ทำงานบอกว่า ให้นั่งแทกซี่กลับบ้านไปเลย แต่นึกๆไป ถ้ากลับบ้าน ก็คงปวดมาก และวันพรุ่งนี้คงจะเดินไม่ได้ เพราะกระแทกค่อนข้างแรงไม่ใช่แค่เคล็ดขัดยอก เลยตัดสินใจไปโรงพยาบาลสุขุมวิท เป็นทางผ่านแถวบ้าน สุดท้ายแล้ว เมื่อวานก็ลาหยุดหนึ่งวัน แล้วตอนเย็นมาแกะดูเท้า ปรากฏว่า ยังบวมอยู่เลยง่ะ
 
อ้า มาเปลียนเรื่องดีกว่า............
 
ล่าสุดไปเที่ยวกาญจนบุรี กับราชบุรีมา
 
ขอบอกว่าอากาศดีค่อดๆๆๆ อากาศบริสุทธิ์ เลยสูดเข้าเต็มปอดไปหลายเฮือก
 
เริ่มแรก เราไปกันที่กาญจนบุรีก่อน กว่าจะออกเดินทางจากรุงเทพ ก็บ่ายโมง รถติดมากๆๆๆ เพราะว่าเค้าทำถนนกัน ไปถึงกาญฯ ก็บ่ายสามแล้วล่ะ แต่ก็ไปถึงเร็วกว่าที่คิดไว้
 
ที่แรก คือวัดอะไรสักอย่าง ลงจากรถ สัมผัสได้เลยถึงอากาศเย็นมากระทบผิว เราเริ่มต้นทริปด้วยการไหว้พระทำบุญ จากนั้นมีพิพิธภัณฑ์เก็บของสมัยสงครามโลก เดินอยู่แค่สิบนาทีก็จบแระ ที่นี่ เค้าให้ความรู้เกี่ยวกับสมัยสงคราม วิธีการรักษาตัวสมัยสงคราม และ ความรุ้เกี่ยวกับเชลยศึก การใช้ปลาตอดรักษาแผล หูยยยยยย คิดแล้วสยอง
 
ที่สอง เราเดินทางไปต่อกันที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว ที่นี่จำได้ว่าตอนเด็กๆเคยมาแล้ว 1 ครั้ง ตอนนั้นรู้สึกว่าสะพานใหญ่จัง ประกอบกับรางรถไฟ มีรูเต็มไปหมด ไม่กล้าเดินเลย แม่พาเข้าไปถ่ายรูปก็ไม่ไป ร้องไห้ แต่พอมาวันนี้ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว รู้สึกว่าสะพานเล็กไปถนัดตา วันนี้อากาศดีมากๆด้วยละ ก็เลยลองเดินข้ามดูอีกสักครั้ง แต่ยังแอบกลัวๆอยู่ดี นึกไม่ออกว่าถ้าตกลงไปจะทำไงหนอ ว่ายน้ำก็ไม่ค่อยจะเป็นกับเค้า อุอุอุ
 
จากนั้น เราไปต่อกันที่ สวนหินศรีนครินทร์ ตอนแรกไปถึง นึกว่าเป็นหินรูปสัตว์ต่างๆ แต่พอไปถึงเป็นแหล่งธรรมชาตืที่มันมีหินกลมๆ ก้อนใหญ่เหมือนไข่เต็มไปหมด แต่ที่น่าแปลกใจคือมันขึ้นมาได้ไง แล้วที่นี่น่ะเงียบมาก เงียบมากจริงๆ ไม่มีคนเลย นอกจากเจ้าหน้าที่พนักงาน พอไปถึงเลยถ่ายรูปสักหน่อยให้รู้ว่ามาเยี่ยมเยือนแล้วล่ะ
 
จากนั้นเราไปพักทานอาหารเย็นกันที่ตลาดมืดใกล้กับขนส่งเมืองกาญฯ เป็นมื้อเบสิก กินโจ๊กหมูจืดๆ จากนั้นไปต่อที่ข้าวเหนียวมะม่วง แล้วต่อด้วย ข้าวโพด โรตี แล้วพกไก่ทอด ข้าวเหนียว และ ส้ม กินกระหน่ำ!  จากนั้นกลับสู่ที่พัก รีสอร์ท The lake and the Creek Resort ซึ่งห่างจากตัวเมืองประมาณห้ากิโล แล้วเข้าไปในซอยอีกสามกิโล พอไปถึง มองไปรอบๆ มืดสนิทเลยล่ะ อย่างกับไนท์ซาฟารีไงงั้น เพราะว่าบ้านพักเป็นแบบอัฟฟริกา ทำจากดินเหนียวสีส้มแล้วไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่ไม่มีก็ไม่เป็นไรเพราะว่าอากาศเย็นอยู่แล้ว จากนั้นไปรับกุญแจเพื่อที่จะไปบ้านพักที่เราจองกันไว้ ซึ่งเป็นคนละสไตล์กับแอฟฟริกา ตัวบ้าน เป็นสีข้าวเรียบๆ ถือว่า ที่พักพอใช้ได้ล่ะ จากนั้นเข้าห้องพัก อาบน้ำ อาบท่า แล้วก็พักผ่อน ไว้ไปดูรูปกันเลยนะ